November 15, 2022

สมยศ ชี้แจงคำว่า ก้าวข้ามอาเซียน คือการให้ดาวรุ่งได้เล่นในอาเซียน

พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ออกมาชี้แจงคำว่า “ก้าวข้ามอาเซียน” ที่ตัวเองเคยพูด หมายถึงการให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งได้เล่นในรายการระดับอาเซียน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นแชมป์ในอาเซียน

จากวลีฮิตที่ พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เคยพูดไว้เมื่อ 6 ก่อน ว่าฟุตบอลไทยต้องก้าวข้ามอาเซียน

แต่จากผลงานของทีมชาติไทยในปัจจุบัน ที่หลายรายการล้มเหลวในระดับอาเซียน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลชาวไทย

ล่าสุด พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ออกมาชี้แจงคำว่า “ก้าวข้ามอาเซียน” หมายถึงการให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งหน้าใหม่ได้สัมผัสเกมในระดับอาเซียน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นแชมป์ในอาเซียน

“หากยังจำกันได้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผม พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นคนพูดวลี ก้ามข้ามอาเซียน เอง หลังจากนั้นก็มีการตีความและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับผู้ที่ติดตามฟุตบอลไทย”

“ในความหมายของผม การก้าวข้ามอาเซียน คือการเปิดโอกาสให้กับนักเตะดาวรุ่งหน้าใหม่ได้มีโอกาสสัมผัสเกมการแข่งขันฟุตบอลรายการระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มประสพการณ์ ทั้งนี้ยังเป็นเวทีให้พวกเขาได้ลงเล่นในแมตช์นานาชาติ และเพิ่มจำนวนผู้เล่นที่จะก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ ซึ่งการเปิดโอกาสนั้น อาจจะไม่ได้การันตีหรือคาดหวังผลการแข่งขัน ได้เท่ากับการนำผู้เล่นระดับท็อปไปแบบฟูลทีม”

“ฟุตบอลระดับอาเซียน มักจะจัดแข่งขันทัวร์นาเมนต์นอกฟีฟ่าเดย์ หรือถ้าเป็นรายการที่จำกัดอายุก็จะไม่มีผลต่อการนับแรงกิ้งฟีฟ่า การขอผู้เล่นตัวหลักจากสโมสรเป็นเรื่องที่นอกเหนือระเบียบ และเป็นสิ่งที่ผมเข้าใจสโมสรในจุดนี้เป็นอย่างดี การที่เราทำทุกสิ่ง ต้องหยุดทุกอย่าง แลกกับการได้มาซึ่งผลการแข่งขันระดับอาเซียน แล้วระบบฟุตบอลอาชีพต้องมีผลกระทบ ผมไม่เห็นด้วยและนี่คือที่มาของการ ก้าวข้ามอาเซียน”

“ที่กล่าวมานั้น ขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า เราไม่ได้มองข้าม หรือ ไม่สนใจการแข่งขันของทีมชาติไทย แต่เราจะทำให้ดีที่สุด และได้ประโยชน์สูงสุด จากทัพนักกีฬาที่เราส่งไปร่วมแข่งขัน โดยไม่ได้สร้างผลกระทบให้กับการพัฒนาฟุตบอลอาชีพของไทย”

“ดังนั้น ผมจึงต้องการใช้ฟุตบอลรายการในระดับภูมิภาคเหล่านี้ ให้ทีมชาติไทยได้เรียกตัวดาวรุ่งหรือเยาวชนรุ่นใหม่ ให้ทีมชาติไทยมีจำนวนผู้เล่นที่มีประสบการณ์ในแมตช์นานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆในทุกๆครั้ง เพื่อให้ทีมชาติไทยของเรามีตัวเลือกมากขึ้นอยู่เสมอในอนาคต”

“ขณะที่ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ นักเตะตัวหลักเหล่านี้ต้องรับใช้สโมสรต้นสังกัดในลีกอาชีพและฟุตบอลถ้วยต่างๆ ในแต่ละฤดูกาลจะต้องลงสนามไม่น้อยกว่า 30-40 นัด ก็จะมีเวลาพอเพียงสำหรับฟื้นฟูร่างกาย สำหรับการเตรียมตัวเพื่อการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญๆ ที่อยู่ในช่วงปฏิทินฟีฟ่า เพื่อเป้าหมายในระดับเอเชีย หรือ สูงกว่านั้น”

“ผมยังยืนยันว่า สมาคมฯ และ บริษัท ไทยลีก ให้ความสำคัญกับสโมสรสมาชิก พร้อมให้การสนับสนุนด้านต่างๆ ในทุกมิติ ลดความขัดแย้ง สร้างความร่วมมือกับสโมสร ทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุกสโมสรมีการพัฒนา โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพของการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ ผู้ตัดสินที่มีคุณภาพ และเทคโนโลยีฟุตบอลต่างๆ วีเออาร์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ฟุตบอลลีกอาชีพของประเทศ เติบโตเป็นศูนย์กลางฟุตบอลในภูมิภาคอาเซี่ยน ซึ่งจะส่งผลดีต่อทีมชาติไทยของเราในวันข้างหน้าด้วย”

“ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า เพียงลำพังตัวผม สมาคมฯ บริษัทไทยลีก ไม่สามารถผลักดัน นำพาหรือพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้เดินไปข้างหน้าได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจ การสนับสนุนจากรัฐบาล สปอนเซอร์ สโมสรสมาชิก สื่อมวลชน แฟนบอล ผู้ให้การสนับสนุน จากทุกๆ ภาคส่วน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองในการที่จะขับเคลื่อนให้วงการฟุตบอลไทยพัฒนาไปข้างหน้าอย่างแท้จริง” บิ๊กอ๊อด กล่าวปิดท้าย