ฟุตบอลต่างประเทศ ฟุตบอลวาไรตี้

Welcome back Zidane!!

ซีเนดีน ซีดาน ควงภรรยา เบโรนีเก้ เฟร์นานเดซ เดินทางมาเปิดตัวในฐานะเทรนเนอร์ของ เรอัล มาดริด รอบสองร่วมกับ ฟลอเรนตีโน่ เปเรซ และผู้บริหารและอดีตนักเตะบางส่วนของทีมชุดขาว

ฟลอเรนตีโน่ เปเรซ ผ่าทางตันด้วยการปลด ซานติอาโก้ โซลารี่ ออกจากตำแหน่งพร้อมดึง ซีเนดีน ซีดาน กลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้งโดยเซ็นสัญญายาวจนถึงปี 2022

มันเป็นการตัดสินใจที่ช่วยลดกระแสความกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ตัวประธานสโมสรได้แบบเห็นผลทันตา เนื่องจากการกลับมาของ’ซิซู’มีแต่เสียงต้อนรับจากนักเตะและสาวกมาดริดีสต้ามากกว่าอีกหนึ่งแคนดิเดตอย่าง โซเช่ มูรินโญ่ แน่นอน

นั่นคือการเปลี่ยนเทรนเนอร์ถึง 3 คนในช่วงซีซั่นเดียวกันครั้งแรกของ เรอัล มาดริด นับตั้งแต่ฤดูกาล 2004-2005 ภายใต้การบริหารงานของท่านประธานฟลอเรนตีโน่เช่นเดียวกัน

ช่วงซีซั่นดังกล่าวทัพ’โลส บลังโกส’เริ่มต้นด้วย โฆเซ่ อันโตนิโอ กามาโช่, มาเรียโน่ การ์เซีย เรม่อน ตบท้ายด้วย วันแดร์เล่ ลุกชอมบูร์โก้ ส่วนฤดูกาลนี้ทีมชุดขาวเปิดตัวกับ จูเลน โลเปเตกี, ซานติอาโก้ โซลารี่ ก่อน’ซิซู’จะถูกดึงกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมหลังลุกจากตำแหน่งไปเมื่อ 284 วันก่อน

ซีดาน คุมทัพ’โลส บลังโกส’ลงเล่นเกมสุดท้ายในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกที่กรุงเคียฟเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2017 ซึ่ง เรอัล มาดริด สยบ ลิเวอร์พูล 3-1 คว้าแชมป์ยุโรป 3 สมัยติดต่อกันและเป็นการสอยแชมป์รายการนี้ครั้งที่ 13 ของสโมสร ก่อน’ซิซู’จะกล่าวคำอำลาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม

ฟลอเรนตีโน่ พยายามสอดส่ายสายตาหาตัวแทนของ ซีดาน จนกระทั่งลงเอยกับ จูเลน โลเปเตกี ซึ่งขณะนั้นยังนั่งเก้าอี้เทรนเนอร์ทีมกระทิงจนมีปัญหากับสหพันธ์ฟุตบอลสเปนและถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งก่อนศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียเพียง 2 วัน ก่อน โลเปเตกี จะเปิดตัวในฐานะเทรนเนอร์คนใหม่ของ เรอัล มาดริด เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2018

ทว่าเทรนเนอร์ชาวบาสโก้นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่เขาใฝ่ฝันมานานได้เพียง 14 เกม ก่อนถูกปลดหลังการปราชัยในแมตช์’เอล กลาซิโก้’ที่พ่ายทีมอาซูลกราน่า 1-5 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2018 เพียงวันเดียว

ผลงานในฐานะเทรนเนอร์ของทัพ’โลส บลังโกส’ที่ โลเปเตกี บันทึกไว้จากการคุมทีม 14 นัด คือชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 6 ยิง 21 ประตู เสีย 20 ประตู นำทีมชุดขาวชนะเพียง 42.86 เปอร์เซนต์

ฟลอเรนตีโน่ เลือกโปรโมต ซานติอาโก้ โซลารี่ ขึ้นมาจากเทรนเนอร์ เรอัล มาดริด กาสตีโย่ ขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่แทน โลเปเตกี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2018 ก่อนที่ทีมชุดขาวจะจับเทรนเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์เซ็นสัญญายาวจนถึงปี 2021 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ตามกฎของฟุตบอลลีกาที่ห้ามใช้งานเทรนเนอร์รักษาการนานเกิน 2 สัปดาห์

โซลารี่ อาจเริ่มต้นดีในระดับหนึ่งจนนำทัพ’โลส บลังโกส’กลับมาอยู่บนเส้นทางลุ้นแชมป์ทั้ง 3 รายการอีกครั้ง แต่ภายในช่วงสัปดาห์เดียว เทรนเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์นำทีมชุดชาวหมดลุ้นแชมป์ทั้งสามรายการ เริ่มจากการปราชัยต่อ บาร์เซโลน่า 0-3 ในศึก โกปา เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศ นัดสอง 0-3 ตกรอบด้วยสกอร์รวม 1-4 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์

จากนั้นเพียง 3 วัน ความฝันที่จะลุ้นแย่งแชมป์ลีกาไปจนถึงช่วงท้ายซีซั่นสิ้นสุดลงทันทีหลังการพ่ายแพ้ต่อทีมอาซูลกราน่าคารังเบร์นาเบว 0-1 ก่อนที่ทัพ’โลส บลังโกส’จะโบกมือลาแชมป์ทุกรายการหลังถูก อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม บุกมายิงสลุต 4-1 ในศึก ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีม นัดสอง เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ตกรอบไปแบบหมดสภาพแชมป์เก่า 3 สมัยล่าสุด 

โซลารี่ คุมทัพ’โลส บลังโกส’ลงเล่นเกมสุดท้ายบนสังเวียน’โฆเซ่ ซอร์รีย่า’เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้จะนำทีมชุดขาวกำชัยชนะ 4-1 ก็ตาม แต่มันไม่มีผลใดๆ เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันจันทร์พร้อมการหวนคืนสู่เหย้าของ’ซิซู’

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้เทรนเนอร์ของ โซลารี่ คุมทีมลงเล่น 32 เกม ทำสถิติชนะ 22 เสมอ 2 แพ้ 8 ยิง 71 ประตู เสีย 34 ประตู นำทีมคว้าชัยคิดเป็น 68.75 เปอร์เซนต์

เรอัล มาดริด ภายใต้การคุมทีมของ โลเปเตกี กับ โซลารี่ ปรากฎว่าทัพ’โลส บลังโกส’พ่ายรวมกัน 14 ครั้ง จากการลงเล่นทุกรายการ 46 เกม ขณะที่ทีมชุดขาวของ ซีดาน ช่วงแรกปราชัยเพียง 16 เกมจากการลงสนามทุกรายการ 149 นัด

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ เรอัล มาดริด ดึงเทรนเนอร์หน้าเก่ากลับมานั่งเก้าอี้อีกรอบ หลังการกลับมาของ ซีดาน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาทำให้’ซิซู’เป็นเทรนเนอร์คนที่ 10 ที่กลับมาทำงานกับทีมชุดขาวอีกหนึ่งรอบอย่างน้อย ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว

ฆาซินโต้ กินโกเซส คือคนแรกที่เคยเป็นเทรนเนอร์ของ เรอัล มาดริด และถูกดึงกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง

กินโกเซส ออกจากสโมสรตอนจบซีซั่น 1945-46 หลังนำต้นสังกัดคว้าแชมป์โกปาหนึ่งรายการ แต่การกลับมาของเขาในปี 1947 ไม่ดีอย่างที่คาดหวัง หลังนำทีมชุดขาวชนะเพียง 5 ครั้งจากการลงเล่น 17 เกมจนถูกปลดออกจากตำแหน่ง

บัลตาซาร์ อัลเบนีซ เข้ามารับงานต่อจาก กินโกเซส และนำทีมคว้าแชมป์โกปาจากการเอาชนะ เอสปันญ่อล ในนัดชิงชนะเลิศ เขาออกจากตำแหน่งและหวนกลับมาอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 1950 แต่ทำผลงานน่าผิดหวังจนถูกปลดในช่วงเดือนมีนาคมปีต่อมา โดยมี มิชาเอล อเล็กซานเดอร์ คีปิ้ง คุมทีมแทน

มิเกล มูนญอซ ก้าวขึ้นมาคุม เรอัล มาดริด สั้นๆในช่วงแรกระหว่างเดือกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนปี 1959 ก่อนหวนกลับมานั่งเก้าอี้เทรนเนอร์ของทัพ’โลส บลังโกส’อีกรอบในช่วงเดือนเมษายน 1960 และกลายเป็นเทรนเนอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับสโมสรนำทีมชุดขาวคว้าแชมป์ถึง 14 รายการ

เขาคุมทีมชุดขาวนานถึง 13 ฤดูกาล ทำสถิติชนะ 352 เสมอ 126 แพ้ 117 จากการลงเล่น 595 นัด ยิงรวมกันถึง 1,194 ประตู

หลุยส์ มาโลว์นี่ย์ อดีตนักเตะของ เรอัล มาดริด ในช่วงปี 1946-1957 เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของทัพ’โลส บลังโกส’ก็ว่าได้หลังทีมชุดขาวเรียกใช้บริการในฐานะเทรนเนอร์ถึง 4 รอบ

มาโลว์นี่ย์ เข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ของทัพ’โลส บลังโกส’ต่อจาก มิเกล มูนญอซ ช่วงปี 1974 คุมทีมลงเล่น 16 เกมและคว้าแชมป์โกปาก่อนถูกแทนที่โดย มิลาน มิลยานิช แต่ทีมชุดขาวดึง มาโลว์นี่ย์ กลับมาอีกครั้งในอีก 3 ปีหลังจากนั้นและนำทีมคว้าแชมป์ลีกา 2 สมัย

เขากลับมาอีกครั้งตามการร้องขอของฝ่ายบริหารโดยเข้ามาแทนที่ วูยาดิน บอสคอฟ ในปี 1982 และกลับมาช่วยสโมสรอีกรอบหลังทีมชุดขาวปลด อามานซีโอ อามาโร่ ในช่วงเดือนเมษายน 1985

อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ กองหน้าดาวดังชาวอาร์เจนไตน์เคยคุม เรอัล มาดริด ในช่วงปี 1982-1984 ก่อนกลับมาคุมทีมชั่วคราวในช่วงฤดูกาล 1990-91 หลังการปลด จอห์น โตแช็ค ออกจากตำแหน่งหลังคุมทีมเพียง 15 เกม ก่อนที่ ราโดเมียร์ อันทิช จะเข้ามารับงานต่อจาก ดิ สเตฟาโน่

เลโอ บีนฮัคเกอร์ เป็นอีกคนที่เคยคุม เรอัล มาดริด สองช่วง ครั้งแรกระหว่างปี 1986-1989 ก่อนเข้ามารับงานอีกครั้งหลังสโมสรสั่งปลด อันทิช ออกจากตำแหน่งในช่วงฤดูกาล 1991-1992

จอห์น โตแช็ค กุนซือชาวเวลส์ยังเคยคุมทัพ’โลส บลังโกส’สองรอบเช่นเดียวกัน โดยเริ่มต้นงานในเดือนพฤษภาคมปี 1989 แต่ถูกปลดในปีต่อมา จากนั้นอีกราวหนึ่งทศวรรษ โตแช็ค ถูกดึงกลับมารับงานระหว่างเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนพฤศจิกายน 1999 ก่อนถูกปลดโดยมี บีเซนเต้ เดล บอสเก้ ขึ้นมารับงานต่อ

โฆเซ่ อันโตนิโอ กามาโช่ เคยคุมทัพ’โลส บลังโกส’ครั้งแรกเพียง 22 วันในปี 1998 หลังอำลาทีมชุดขาวเพื่อไปรับตำแหน่งเทรนเนอร์ทีมชาติสเปน ก่อนกลับมาอีกครั้งในปี 2004 แต่คุมทีมเพียง 3 เกมก็ถอดใจลาออกจากตำแหน่งโดยมี มาเรียโน่ การ์เซีย เรม่อน ทำหน้าที่แทน

ฟาบิโอ คาเปลโล่ เคยคุมทีมชุดขาวช่วงแรกในซีซั่น 1996-1997 ซึ่งเทรนเนอร์ชาวอิตาเลียนนำทัพ’โลส บลังโกส’โค่นบัลลังก์แชมป์ของ บาร์เซโลน่า สำเร็จ ก่อนกลับมาคุมทีมชุดขาวอีกรอบในฤดูกาล 2006-2007 คาเปลโล่ ยังนำทีมคว้าแชมป์ลีกาอีกรอบ

จนกระทั่งมาถึง ซีดาน ซึ่งถูกท่านประธานฟลอเรนตีโน่โน้มน้าวให้กลับมาช่วยกอบกู้สโมสรอีกครั้ง ก่อนเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสจะเซ็นสัญญายาวจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2022

‘ผมรู้ว่ามันเป็นวันพิเศษสำหรับทุกคน ผมมีความสุขมากและพูดได้ว่าผมมีความสุขที่ได้กลับบ้าน ผมมีความสุขที่ได้กลับมาและสิ่งที่ผมต้องการคือการทำงานและทำให้สโมสรอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น พรุ่งนี้ผมจะเริ่มทำงานทันที’ซีดาน กล่าวในการแถลงข่าวเปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ภารกิจแรกของ’ซิซู’คือการนำทัพ’โลส บลังโกส’ทำผลงานในการลงเล่น 11 เกมสุดท้ายของซีซั่นนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากนั้นก็ถึงจะพิจารณาเกี่ยวกับการสร้างทีมใหม่ในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อนำทีมชุดขาวกลับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ตามที่ซีดานยืนยันอีกครั้ง