ฟุตบอลต่างประเทศ ฟุตบอลวาไรตี้

One day, One player : Xavi Hernandez

สวัสดี 6 กุมภาพันธ์ วันนี้เราจะนำประวัติของนักเตะเบอร์ 6 ที่หลายๆ คน รู้จักกันดี และล่าสุดเขาก็ได้ผันตัวไปเป็นเซียนบอลแล้ว เอ้ยไม่ใช่! เรามาดูทำความรู้จักกับตำนานกองกลางที่ขึ้นชื่อว่าคลาสสูงเบอร์ต้นๆ ของโลกที่กวาดมาแล้วทุกแชมป์บนโลก “ชาบี เอร์นานเดซ”

กองกลางร่างเล็กคนนี้สร้างชื่อเสียงมากับบาร์เซโลน่าตั้งแต่เด็ก จนถึงบั้นปลายของการค้าแข้ง มิดฟิลด์สมองเพชร ผู้ที่ให้นิยามคำว่า บางครั้งนักเตะเล่นดี ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็ว

ปีค.ศ. 2015 เป็นอีกปีหนึ่งที่ถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอล เอฟซี บาร์เซโลน่าว่าเป็นปีที่ยอดเยี่ยมที่สุดปีหนึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรในปี 1899 บาร์ซ่าคว้าแชมป์รายการต่างๆมากมาย บุคลากรในทีมได้รับเกียรติประวัติส่วนตัวชนิดนับแทบไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะยอดนักเตะอันดับหนึ่งของโลกผู้ขึ้นชั้นเป็นหนึ่งตำนานตลอดกาลอย่างลิโอเนล เมสซี่ ที่เพิ่งเถลิงรางวัลบัลลงดอร์เป็นสมัยที่ 5 ของเจ้าตัว สามประสาน MSN ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นสามหัวหอกที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยมีมา เรียกได้ว่าในทุกๆอณูของสโมสรแห่งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสำเร็จและความสุข หากแต่ในปีที่ยิ่งใหญ่นี้จะมีความขมขื่นอยู่ก็เห็นจะเป็นการอำลาทีมของนักเตะคนหนึ่ง คนที่เป็น “สัญลักษณ์” แห่งฟุตบอลสไตล์บาร์ซ่า มิดฟิลด์จอมทัพผู้เป็นเหมือนจิตวิญญาณของบาร์ซ่าในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของสโมสร นักฟุตบอลเพียงผู้เดียวที่เล่นฟุตบอลในแบบที่เราไม่สามารถเข้าใจได้มันเป็นไปได้อย่างไรแต่เราสามารถเพลิดเพลินไปกับมันได้ ผมกำลังพูดถึงตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในร่างของชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง ตำนานบทที่ชื่อ “ชาบี้ เอร์นันเดซ”

ชาบี้ในวัย 35 ปี โบกมืออำลาสโมสรอันเป็นที่รักของเขาเพื่อไปหาความท้าทายใหม่ๆในช่วงบันปลายของอาชีพการค้าแข้ง ฝากเอาไว้เพียงผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักฟุตบอลรุ่นหลังนับจากนี้ไปอีกหลายปี ผลงาน 25 แชมป์กับหนึ่งสโมสรอันเป็นที่รักของตัวเขาเป็นสิ่งที่ทำให้คุณค่าของความสำเร็จนั้นยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก 767นัดภายใต้สีเสื้อเลือดหมูน้ำเงินเพียงสโมสรเดียวทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนบอลเฉกเช่นเดียวกับตราสโมสรบนอกเสื้อของชาบี้ ชาบี้จากไปพร้อมกับการกล่าวคำอำลาที่ทำให้แฟนบอลในสนามคัมป์ นูที่มีจำนวนเรือนแสนไม่สามารถจะทนกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ชาบี้จากไปอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นกัปตันที่พาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร ชาบี้จากไปแล้ว เหลือเอาไว้เพียงความทรงจำที่สาวกกูเลส์ยุคนี้จะได้แต่พูดว่าพวกเขานั้นโชคดีมากแค่ไหนที่ได้เห็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์คนนี้โลดแล่นอยู่ในสนามหญ้าแห่งความฝันนี้ ได้เป็นสักขีพยานว่าสำหรับฟุตบอลแล้ว ขนาดของร่างกายนั้นไม่ได้สำคัญไปกว่าความสามารถในเชิงฟุตบอล ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ภายในสมองมากกว่าที่จะดูแค่ว่าเขาตัวสูงเท่าไหร่หรือวิ่งเร็วแค่ไหน มันอยู่ที่ว่าคุณคิดได้เร็วแค่ไหนและคุณเล่นฟุตบอลอย่างไรต่างหาก นั่นคือปรัชญาและวิถีฟุตบอลในแบบฉบับของโรงเรียนลูกหนังลา มาเซีย และจากวันนี้มันจะถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟุตบอลของชาบี้”

ชาบี้นั้นมองเกมฟุตบอลแตกต่างไปจากคนอื่นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ แต่ถ้าจะถามว่าถูกรับรู้ได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1986 ชาบี้น้อยในวัย 6 ขวบยืนมองเพื่อนๆของเขาวิ่งไล่ลูกฟุตบอลอย่างสนุกสนานจากหน้าปากประตูของตัวเอง นั่นสร้างความฉงนสงสัยให้กับโจอาควิม เอร์นันเดซ บิดาของชาบี้เอามากๆจนอดถามลูกชายตัวน้อยของเขาไม่ได้ว่า “ทำไมลูกไม่ขึ้นไปบุกกับเขาบ้างล่ะ ลูกเก่งกว่าใครๆเลยนะ” เด็กน้อยยิ้มอย่างไร้เดียงสาแล้วตอบคำถามด้วยเหตุผลที่เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ที่จริงแล้วมันแฝงเอาไว้ซึ่งความหมายที่ยิ่งใหญ่ เด็กน้อยชาบี้ตอบว่า “ถ้าทุกคนขึ้นไปบุกกันหมดเราก็จะโดนสวนกลับสิฮะ ผมจะอยู่ตรงนี้แหละ” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเชื่อในใจโจอาควิมว่าลูกชายของเขาคนนี้นั้นพิเศษกว่าใคร ชาบี้เป็นนักคิดตัวน้อยที่หมกมุ่นอยู่กับแต่เรื่องของฟุตบอลตั้งแต่เขายังจำความได้ ในวัยเด็กชาบี้มักจะถูกคุณแม่ดุบ่อยๆเนื่องจากถูกใช้ไปซื้อขนมปังแต่สุดท้ายก็กลับมาถึงบ้านมืดค่ำพร้อมเหงื่อโทรมกาย แต่ไม่มีขนมปังติดตัวมาสักก้อนเดียวเพราะมัวแต่เล่นฟุตบอลจนร้านขนมปังปิดไปเสียก่อน และความหมกมุ่นครุ่นคิดในฟุตบอลนี่เองที่ทำให้ชาบี้เป็นชาบี้ และพรสวรรค์ของเขาก็ใช้เวลาไม่นานในการที่จะไปเตะตาแมวมองจำพวกหนึ่งที่มองหาคุณสมบัติเดียวกันนี้จากบรรดาเด็กๆทั่วทั้งสเปนและทั่วทั้งโลก แมวมองของบาร์ซ่า

ชาบี้เขามาอยู่ในลา มาเซียตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เติบโตขึ้นด้วยสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมลูกหนังที่คุณต้องอยู่รอดด้วยการคิดให้เร็วกว่าใคร มองให้กว้างกว่าใคร ดังที่โค้ชอย่างคาร์เลส เรซัค มักจะสอนเด็กๆของเราเสมอว่า “เล่นบอลครึ่งจังหวะ” ชาบี้ซึมซับวิถีแห่งฟุตบอลแห่งลา มาเซียเอาไว้ในทุกอณูหยาดหยดของร่างกายเขา แล้วสะท้อนมันออกมาเป็นวิชั่นส์ในระดับเหนือมนุษย์ การเล่นบอลเหมือนมีตาหลังที่สะท้อนออกมาจากคำพูดของเป๊ป กวาดิโอลาร์ อดีตไอดอล เพื่อนร่วมทีม และโค้ชของชาบี้ผู้ซึ่งเชื่อในแนวทางการผ่านบอลว่าผู้จ่ายบอลต้องมีตัวเลือกในการจ่ายบอลอย่างน้อย 3 ทาง และสำหรับที่บาร์ซ่า ชาบี้มักจะเป็น 1 ใน 3 ทางนั้นเสมอ และสำหรับชาบี้นั้นไม่มีใครจำเป็นต้องตะโกนบอกว่า “หลังเข้า” เลย เขาสามารถมองเห็นทุกอย่างได้แม้แต่จะถูกปิดตาเอาไว้ นั่นคือชาบี้และสไตล์ฟุตบอลของเขา ชาบี้แจ้งเกิดกับบาร์ซ่าชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในช่วงปรีซีซั่นส์ปี 1998 ยุคของกุนซือเจ้าปรัชญาอย่างหลุยส์ ฟาน กัล ชาบี้โชว์ฟอร์มได้ดีพอสมควรในช่วงแรกที่ยังเป็นนักเตะเยาวชนที่ถูกเรียกขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่ แต่หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มเลวร้ายลงสำหรับเด็กหนุ่มอย่างเขา ชาบี้ไม่อาจจะขึ้นมาทดแทนเป๊ป กวาดิโอลาร์ในตอนนั้นได้ ภาระและความกดดันภายใต้ชื่อของนักเตะที่เป็นตำนานของสโมสรนั้นหนักหน่วงเกินกว่าที่เด็กอายุแค่ 19 ปีจะสามารถแบกรับไหว ชาบี้ถูกสื่อในกาตาลันเปรียบเทียบกับเป๊ปชนิดวันต่อวันและกลายเป็นแพะรับบาปให้กับผลงานของทีมที่ตกต่ำอย่างหนักในช่วงนั้นที่ชาบี้ลงสนามในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับแทนที่ของไอดอลของเขาอย่างเป๊ปที่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนแทบทั้งฤดูกาล จนเมื่อเริ่มต้นฤดูกาล 1999 ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างกำลังย่ำแย่อย่างมาก ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถูกยื่นมาจากหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เอซี มิลาน อาเดรียโน่ กัลป์เลียนี่พร้อมจ่ายค่าเหนื่อยปีละ 1 ล้านยูโรและเสนองานให้กับพ่อของชาบี้อีกด้วย ทุกๆคนในครอบครัวของชาบี้เห็นพ้องต้องกันว่าชาบี้ควรย้ายไปเล่นที่นั่น ทั้งในแง่ของสิ่งตอบแทน และในแง่ของฟุตบอลที่ชาบี้จะได้เล่นฟุตบอลโดยไม่ต้องถูกรบกวนโดยสื่อจอมเสี้ยม แต่มีอยู่เพียงคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับการย้ายทีมนั่นคือแม่ของชาบี้ ผู้ซึ่งจบการประชุมของครอบครัวเอร์นันเดซด้วยประโยคสั้นๆกับโจอาควิม สามีของเธอว่า “ถ้าคุณจะให้ชาบี้ย้ายไปมิลาน ฉันจะหย่ากับคุณ” โอเค….ซึ้งเลยจ้ะที่รัก….

นับจากวันนั้นชาบี้ก็เริ่มต้นชีวิตนักเตะอาชีพในฐานะผู้เล่นชุดใหญ่เรื่อยมา หนทางที่ชาบี้เผชิญนั้นไม่ราบรื่นอย่างที่หลายคนคิด ชาบี้เคยให้สัมภาษณ์ว่าตัวเขาในขณะนั้นคิดกับตัวเองว่า “นักเตะอย่างตัวเรานั้นกำลังจะต้องสูญสิ้นไปจากโลกฟุตบอล” นั่นเพราะกระแสของเกมฟุตบอลนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายและการปะทะกันมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ นักเตะอย่างเป๊ป กวาดิโอลาร์ ไอคอนของเขากลายเป็นส่วนเกินในโลกของฟุตบอลเฉกเช่นเดียวกับอนาคตที่ตัวเขากำลังมองเกี่ยวกับตัวเขาเอง นับตั้งแต่ปี 2000-2007 ชาบี้ไม่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของโลก คุณค่าของเขาไม่ได้รับการยอมรับ และที่แย่ไปกว่านั้นคือการที่เขากับคู่หูของเขาอย่างอันเดรียส อิเนียสต้าถูกปฏิเสธจากแฟนบอลว่า “สองคนนี้เล่นบอลด้วยกันไม่ได้ มีแต่จะทำให้อะไรมันแย่” คำพูดนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายๆของฤดูกาล 2007/2008 ชาบี้ในตอนนั้นไม่ใช่เด็กวัยรุ่นอีกแล้ว สไตล์ฟุตบอลที่หล่อหลอมเขาขึ้นมายังไม่เคยได้รับการยอมรับหรือประสบความสำเร็จแม้สักครั้ง และเมื่อจบฤดูกาลนั้นก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชาบี้ได้ยินเสียงที่เขาไม่อยากฟังจากรอบๆกายเขา “สโมสรต้องการขายเขาออกจากทีมไป” ชาบี้ในตอนนั้นได้เพียงแต่ฟังหูไว้หูกับบรรดาข่าวโคมลอยนั้นอย่างเงียบงั้นและทำงานของตัวเองต่อไป เพราะสิ่งที่รอคอยเขาอยู่ในตอนนั้นคือทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปอย่างยูโร 2008

ความสำเร็จย่อมพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของคนๆหนึ่งได้เสมอ และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาบี้ในที่สุด ชาบี้ผู้ซึ่งยังคงทำงานหนักและเชื่อมั่นในปรัชญาการเล่นฟุตบอลในแบบฉบับของลา มาเซียได้รับความเชื่อใจเป็นครั้งแรกจากโค้ชที่ตัวเขายอมรับว่าเป็นหนึ่งในสองบุคคลที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล นั่นคือกุนซือขรัวเฒ่าผู้ล่วงลับ หลุยส์ อาราโกเนส ชาบี้ได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องฟุตบอลกับปู่หลุยส์นับครั้งไม่ถ้วน และสิ่งที่ทำให้ชาบี้ ผู้ซึ่งไร้ความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างรุนแรงในตอนนั้นกลับมาเล่นฟุตบอลในแบบฉบับที่เขาเชื่อมั่นได้อีกครั้งก็คือคำพูดของอาราโกเนสว่า “นายคุยเกมให้พวกเรา(สเปน) แล้วให้คำวิจารณ์นั้นมันตกมาที่ฉันละกัน” นั่นคือจุดเปลี่ยนในอาชีพของชาบี้ก็ว่าได้ สเปนปฏิวัติวิธีการเล่นฟุตบอลไปสู่การเล่นสไตล์ติกี้ ตะก้า เล่นบอลบนพื้น ถ่ายบอลกันอย่างรวดเร็วและหาช่องว่างเข้าทำประตูคู่แข่ง และศูนย์กลางของทีมนั้นก็หาใช่ใครอื่น ชาบี้ เอร์นันเดซ นั่นเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการครองโลกของสเปนที่มีสไตล์การเล่นในแบบที่ชาบี้เชื่อมั่นมาตลอด “ชาบี้สไตล์”

หลังจากทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว สเปนได้ครองแชมป์ยุโรป ชาบี้ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ แต่อนาคตในทีมบาร์เซโลน่าของเขายังไม่มั่นคงเท่าไหร่ เขายังไม่มั่นใจว่าตัวเขาจะดีพอที่จะได้อยู่กับทีมต่อไป จนถึงวันที่ชาบี้จะได้ยินคำพูดที่เขารอคอยจะได้ยินมาทั้งชีวิตจากคนที่เป็นโค้ชของสโมสรที่เขารัก เป๊ปพูดกับชาบี้ว่า “นายอยู่กับเราต่อ ฉันไม่สามารถจินตนาการสโมสรนี้เล่นฟุตบอลได้โดยไม่มีนาย” หลังจากวันนั้นก็อย่างที่เรารู้กัน ชาบี้ไม่เคยต้องตั้งข้อสงสัยใดๆอีกต่อไปแล้ว สิ่งเดียวที่ชาบี้คุ้นเคยนับตั้งแต่วันนั้นไม่ใช่ความฉงนสงสัยในตัวเองอีกต่อไป ชาบี้รู้จักแต่การมองไปข้างหน้าและการคว้าชัยชนะเท่านั้น แต่ทุกตำนานย่อมมีตอนจบเสมอ เพียงแต่ว่าตอนจบนั้นจะเป็นตอนจบแบบสุขสมหวังหรือเศร้าสร้อยเท่านั้น

ปี 2014 ชาบี้พบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงทั้งกับทีมชาติและสโมสร บาร์ซ่าจบฤดูกาลด้วยมือเปล่า และกับทีมชาติสเปน ที่ซึ่งเขาเคยตัดสินใจจะยุติอาชีพเอาไว้แค่แชมป์ยูโรในปี 2012 แต่เขาก็ยอมตามกับคำขอร้องของบิเซนเต้ เดล บอสเก้ เพื่อที่จะต้องทนเห็นตัวเองนั่งอยู่บนมานั่งสำรองตลอด 90 นาทีในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ที่ซึ่งสเปนตกรอบแรกอย่างเจ็บปวดที่สุดและนั่นเป็นจุดที่ทำให้ชาบี้ตัดสินใจแล้วว่าเขาอยากจะอำลาสโมสรอันเป็นที่รักของเขา เขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะอำลาบาร์ซ่าไป เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างวิคตอร์ วัลเดส และการ์เลส ปูโยล หากแต่การเข้ามาของหลุยส์ เอ็นริเก้ก็ได้ขยายเวลาในสีเสื้อเลือดหมูน้ำเงินของชาบี้ออกไปอีกเล็กน้อย และนั่นเป็นช่วงเวลาที่ชาบี้ยอมรับกับทุกคนเลยว่า “ถ้าผมเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองแล้วย้ายออกจากทีมไป ผมคงต้องฆ่าตัวตายไปแล้วในวันนี้” ชาบี้พูดกับสื่อในระหว่างการเฉลิมฉลองทริปเปิลแชมป์กับบาร์ซ่า ชาบี้ได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จของสโมสรที่เปรียบเสมือนชีวิตและจิตวิญญาณของเขาในฐานะฟุตบอล….เป็นครั้งสุดท้าย

นับจากปี 2008 -2015 ชาบี้คว้าแชมป์กับบาร์ซ่าและทีมชาติสเปนทุกแชมป์เท่าที่จะเป็นไปได้ แชมป์ลา ลีกา โกปา เดล เรย์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก สแปนิชและยูฟ่าซูเปอร์คัพ คลับเวิล์ดคัพ ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป(ยูโร) และแชมป์โลก ชาบี้คือนักเตะของบาร์ซ่าและของสเปนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คงยากมากที่จะมีนักเตะคนไหนที่จะประสบความสำเร็จทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติได้เทียบเท่ากับชาบี้อีกแล้ว ชาบี้อำลาสโมสรไปในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ น้ำตาที่หลังออกมาในวันที่เขากล่าวคำอำลาอย่างเป็นทางการแก่แฟนบอลบาร์ซ่าทุกคนยังคงติดตราตรึงอยู่ในใจแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมของเขาทุกคนอย่างลึกซึ้ง มันช่างเป็นโชคดีเหลือเกินที่ชาบี้ได้อำลาจากทีมไปอย่างสมเกียรติที่สุดเมื่อมองถึงสิ่งที่เขาได้มอบเอาไว้ให้แก่สโมสรแห่งนี้ สไตล์การเล่นของชาบี้จะถูกกล่าวขวัญถึงไปอีกนานเท่านาน เด็กๆจากลา มาเซียที่จะก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่จะมีชาบี้เป็นนักเตะในดวงใจ และการพูดว่า “คุณเล่นบอลได้เหมือนชาบี้” จะกลายเป็นคำชื่นชมแก่ใครก็ตามที่ได้รับมัน ชาบี้อาจจะอำลาจากสโมสรแห่งนี้ไปแล้ว แต่สิ่งที่จะไม่หายไปนั่นคือตำนานของเด็กตัวเล็กๆคนนึงจากเเตราซซ่า เมืองเล็กๆในบาร์เซโลน่า เด็กคนนั้นเติบโตผ่านลา มาเซีย โรงเรียนลูกหนังที่มีเอกลัษณ์เป็นของตัวเอง ผ่านทุกข์ผ่านร้อนมาจนกระทั่งกลายเป็นนักเตะที่ทุกๆคนรู้จักกันในชื่อ “ชาบี้ เอร์นันเดซ” และใครจะรู้ว่าในอนาคต เขาอาจจะกลับมาเพื่อเขียนตำนานบทใหม่กับสโมสรแห่งนี้อีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะนักเตะ แต่มาในฐานะผู้ฝึกสอนของบาร์ซ่าก็เป็นได้ และถึงแม้เขาจะกลับมาในฐานะอะไรก็ตาม แฟนๆบาร์ซ่าเข้าเส้นอย่างพวกเราก็คงไม่มีอะไรจะให้กับเขามากไปกว่าการยิ้มให้กับเขาแล้วพูดว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ ชาบี้”

ติดตามข่าวกีฬาฟุตบอล และวาไรตี้ฟุตบอลต่างๆได้ที่ : 365supersport.com