ฟุตบอลวาไรตี้

Mission impossible

คุณเชื่อในปาฏิหารย์หรือเปล่า? แต่ถึงคุณเชื่อ มันจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนถ้าคุณไม่พยายามและสร้างมันขึ้นมา ดังเช่นค่ำคืนที่แสนมหัศจรรย์เมื่อคืนนี้ที่เหล่านักเตะแสดงให้เห็นถึงปาฏิหาริย์นั่นแหละครับ

ไม่มีซาลาห์  ไม่มีฟีร์มีโน่  สกอร์เป็นรองอยู่ 3 ประตู  และต้องเจอกับโคตรทีมอย่างบาร์เซโลน่า …. กับสถานการณ์แบบนี้ มันก็เหลือเชื่อเหลือเกินจริงๆ นะครับ ว่าลิเวอร์พูลจะสามารถพลิกสถานการณ์กลับไปเข้ารอบได้ ถ้าเป็นบางทีมที่เป็นรองขนาดนี้อาจจะยอมแพ้และถอดใจไปตั้งแต่ก่อนแข่งแล้วก็ได้ แต่ทีมนั้นไม่ใช่ลิเวอร์พูลแน่นอนครับ แม้จะดูๆ แล้วความหวังค่อนข้างริบหรี่ แต่ผมเชื่อว่าแฟนหงส์หลายๆ คนก็ยังแอบหวังไว้เล็กๆ ครับ ว่าจะมีปฏิหาริย์เกิดขึ้นใน”ค่ำคืนยุโรป” ที่แอนฟิลด์แห่งนี้ และสุดท้ายค่ำคืนที่ผ่านมานี้ก็ต้องถูกจารึกไว้เป็น “ตำนาน” อีกบทหนึ่งอย่างแน่นอน 

แฟนทีมอื่นอาจจะยอมแพ้หรือเป็นยังไงไม่รู้นะครับ แต่เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลแน่นอน บรรยากาศในค่ำคืนยุโรปที่แอนฟิลด์ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม พวกเขาไม่มีคำว่ายอมแพ้ง่ายๆ แน่นอน ซาลาห์เองที่ลงสนามไม่ได้ก็ใส่เสื้อ คำว่า Never Give up มาปลุกใจให้เพื่อนๆ ฮึดสู้  และมันก็ส่งผลไปถึงยังนักเตะลิเวอร์พูลอย่างมากมายครับ เกมนี้พวกเขาวิ่งสู้ฟัด ตั้งแต่เสียงนกหวีดดัง พวกเขารู้ดีว่าถ้าพวกเขาไม่ทุ่มเทพลังให้มันเต็มที่ ก็ไม่มีเกมยุโรปให้เล่นอีกแล้วในปีนี้ ที่เราเห็นลิเวอร์พูลช่วงแรกมันไม่ใช่แค่ 100% ครับ แต่นั่นมันแทบจะ 200% เลย ทุกคนทุ่มสุดตัว ไล่บอลสุดชีวิต และความทุ่มเทของพวกเขาก็ส่งผลเร็วแบบทันตาเห็นครับ เมื่อมาเน่ ที่นอกจากจะทุ่มเทสุดๆ แล้วยังอ่านเกมขาดอีกด้วยเขาอ่านว่าจอร์ดี้ อัลบาจะโหม่งคืนหลังแน่ๆ ก็เลยไปเก็บตกจังหวะที่บอลตกและก็ส่งให้กัปตันเฮนโด้ ที่เกมนี้คึกสุดๆ ลากบอลไปยิงเรียดๆ แต่ก็ยังติดเซฟของแตร์ ชเตเก้น แต่ก็ยังโชคดีที่บอลไหลไปเข้าทางดิว็อค โอริกี้ ทำให้เขาตามซ้ำเข้าไปอย่างง่ายดาย ลิเวอร์พูลได้ประตูที่ต้องการแล้วแถมใช้เวลาไม่นานด้วย นี่คือการเริ่มต้นในฝันของเกมแบบนี้เลยจริงๆ 


ถึงแฟนๆ หรือนักเตะบาร์ซ่าไม่อยากยอมรับ แต่กับภาพที่เห็นมันปฏิเสธได้ลำบากจริงๆ ครับ มันเริ่มเห็นมาตั้งแต่เกมนัดแรกแล้ว ที่ตั้งแต่พวกเขาได้ประตูนำ 3-0 พวกเขาก็ไม่ได้เน้นอะไรมากมายเลย ลองคิดดูง่ายๆ ว่าถ้านัดแรกเดมเบเล่ ยิงลูกที่หลุดเดี่ยวเข้าไปได้เป็น 4-0 มันก็แทบจะปิดโอกาสลิเวอร์พูลไปแบบ 100% เลย แต่ในเมื่อพวกเขาทำไม่ได้ มันก็ทำให้ลิเวอร์พูลยังมีหวังและฮึดสู้อยู่  กับเกมนี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสฝังลิเวอร์พูลเลย แต่พวกเขาทิ้งโอกาสที่ได้ยิงเหน่งๆ ไปทั้งหมดเลย และถ้าดูจากสีหน้าพวกเขาตอนที่พลาดไปนั้น พวกเขาไม่ได้กังวลอะไรเลย เพราะน่าจะค่อนข้างมั่นใจว่ายังไงเกมนี้พวกเขาก็ไม่พลาดแน่ ทำให้การหลุดไปยิงของซัวเรส เมสซี่ หรืออัลบา กลายเป็นว่าพวกเขาไม่มุ่งมั่นและตั้งใจเท่าที่ควร ประกอบกับที่ว่าเกมนี้ พ่อหมีอลิสซง ค่อนข้างเหนียวถูกวันถูกเวลาเหลือเกิน ไม่มีลูกไหนที่เขาพลาดเลย และยังเซฟลูกหลุดเดียวๆ ของคู่แข่งได้ทั้งหมด แต่กระนั้นก็ตามที่บอกล่ะครับ ว่ามันเห็นได้ถึงความย่ามใจและความประมาทในสีหน้าและแววตาของผู้เล่นบาร์เซโลน่าจริงๆ

ถ้าแฟนๆ ยังจำได้ จุดเปลี่ยนสำคัญของนัดชิงปี 2005 ที่อิสตันบูลนั้น คือการเปลี่ยนเอาฮามันน์ลงมาแทนสตีฟ ฟินแน่นที่มีอาการบาดเจ็บนี่แหละครับ และฮามันน์ก็เล่นได้อย่างสุดยอดโดยการประกบคีย์แมนของมิลานในวันนั้นอย่างกาก้า เสียจนเขาทำอะไรได้ไม่ถนัดเหมือนในครึ่งแรก และส่งผลให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ในที่สุด กับวันนี้ก็เช่นกันครับแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน มีอาการบาดเจ็บและเล่นต่อในครึ่งหลังไม่ไหว จนทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ต้องส่งจอร์จินโย่ ไวนัลดุม  ลงมาแทนและเอามิลเนอร์ลงไปเล่นเป็นแบ็กซ้ายแทน และก็เป็นไวนัลดุมนี่แหละครับที่ทำให้เกิดอิมแพ็คอย่างมหาศาลในเกมนี้ นอกจากจะทำให้แดนกลางของลิเวอร์พูลสมดุลย์ขึ้นมาแล้ว ดูเหมือนว่านี่คืออาวุธที่กองหลังบาร์ซ่าไม่คุ้นเคยและกางตำรารับไม่ทันกับจังหวะการเติมของไวนัลดุมเลย  ทำให้เขาเป็นคนที่ยิงประตูตีตื้นขึ้นมาเป็น 2-3 และก็จัดการโหม่งประตูที่3 ที่เป็นประตูตีเสมอในสกรอร์รวมให้ลิเวอร์พูลนั้นได้ “เริ่มใหม่” ในซีรี่ย์นี้ได้อย่างสุดยอด เรียกได้ว่าครั้งนี้เจอร์เก้น คล็อปป์แก้เกมได้อย่างสุดยอดและถูกจังหวะสุดๆ จริงๆ 

เกมแรกที่ลิเวอร์พูลบุกไปพ่ายบาร์เซโลน่าอย่างหมดรูปถึง 3-0 นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเจอร์เก้น คล็อปป์วางแผนผิดและออกแนว “คิดมาก” ไปหน่อยครับ เมื่อเขาใช้โจ โกเมสที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บมาลงเล่นในตำแหน่งแบ็กขวาแทนที่เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เป็นแบ็กขวาตัวหลัก เพราะคล็อปป์นั้นตั้งใจมารับมากกว่ารุก ซึ่งก็เข้าใจได้ครับเพราะโจ โกเมสนั้นมีเกมรับที่ดีกว่าเทรนท์จริงๆ แต่กระนั้นมันก็ทำให้สมดุลย์ของเกมลิเวอร์พูลเสียไปเหมือนกันครับ เกมริมเส้นที่เคยเป็นจุดแข็งของทีมเรียกได้ว่าหายไปเลย เพราะโจ โกเมสนั้นไม่มีทักษะในการเล่นเกมรุกมากเท่าเทรนท์นั่นเอง ซึ่งนั่นก็ทำให้จอร์ดี้ อัลบานั่นไม่ได้มีความกดดันอะไรครับ ทำให้เขาสามารถเติมเกมรุกได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรมาก ผิดกับเกมนี้ที่คล็อปป์เลือกที่จะใช้เทรนท์ เพราะยังไงทีมก็ต้องการประตูมากกว่าเน้นรับอยู่แล้ว ซึ่งก็เห็นผลแบบชัดเจนมากๆ เพราะเกมรุกริมเส้นฝั่งขวาของลิเวอร์พูลกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นอกจากนี้เจ้าหนูเทรนด์ยังได้แอสซิสต์จากการผ่านเรียดให้ไวนัลดุมชาร์จเข้าไปเป็นประตู 2-0 และสุดท้ายที่ลูกทีเด็ด กับการฉวยโอกาสเล่นลูกเตะมุมเร็วผ่านเรียดให้โอริกี้ได้ยิงง่ายๆ ทำให้ลิเวอร์พูลได้ประตู 4-0 ที่ต้องการได้สำเร็จ ซึ่งตรงนี้ต้องให้เครดิตเทรนท์ไปเต็มๆ ที่หลอกจังหวะนี้ได้เนียนสุดๆ ทั้งตากล้อง ทั้งคนดู ทั้งมนุษย์ต่างดาวอย่างผู้เล่นบาร์ซ่าให้งงกันเป็นไก่ตาแตกไปเลย และจากนัดนี้น่าจะทำให้เทรนท์ที่ก่อนหน้านี้โดนกองเชียร์บ่นเช้า บ่นเย็น จะไปนั่งในใจกองเชียร์ได้อย่างแน่นอนล่ะครับ  ฮรี่ๆ      

แม้นัดนี้จะไม่ใช่นัดชิงชนะเลิศก็ตาม แต่ก็เชื่อได้ว่า เกมนี้น่าจะเป็นเกมในตำนานประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปอีกเกมหนึ่งอย่างแน่นอน เมื่อทีมที่เป็นรองทุกอย่าง ใช้พลังใจ และพลังกาย สู้กับยอดทีมอันดับต้นๆ ของโลกได้อย่างน่าประทับใจ และเกมนี้น่าจะเข้าไปสู่แมตช์ประทับใจของแฟนๆ ลิเวอร์พูลอีกนัดที่ไม่ต่างอะไรกับเกมนัดชิงปี 2005 นั้นเลย ตรงนี้ต้องปรบมือให้กับหัวใจ และความเชื่อมั่นของเจอร์เก้น คล็อปป์ และความทุ่มเทสุดๆ ของนักเตะลิเวอร์พูลจริงๆ  เกมนี้บทสรุปของมันก็เหมือนอย่างที่คล็อปป์กล่าวไว้หลังเกม ซึ่งผู้เขียนและแฟนบอลทั่วโลกก็น่าจะเห็นตรงกันหมดแหละครับ ว่านักเตะลิเวอร์พูลนี่“แม่งโคตรเหลื่อเชื่อ” (F**king Unbelievable) จริงๆ