ฟุตบอลวาไรตี้ ฟุตบอลไทย

คนบ้าบอลจากแดนอีสาน สู่การคุมช้างศึก

วันนี้ ( 10 มกราคม 2562 ) จะเป็นวันที่ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย รักษาการกุนซือชั่วคราวของทีมชาติไทยจะได้แสดงฝีมือในการคุมทีมชาติไทยที่จะต้องพบกับทีมชาติบาห์เรน

หลังจากการปลดมิโลวาน ราเยวัช แบบฟ้าผ่าในเช้ามืดของวันที่ 7 ทำให้โค้ชโต่ยกลายเป็นผู้ที่ต้องรับไม้ต่อความหวังจากคนทั้งชาติแทนราเยวัช และเรามาทำความรู้จักอดีตเฮดโค้ชผู้พาไทยฮอนด้า ได้มาเล่นลีกสูงสุดของไทยกันบ้าง

29 มีนาคม 2512 ที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ได้กำเนิดเด็กชายที่โตมาท่ามกลางครอบครัวที่เป็นราชการ และคุณพ่อเคยเป็นอดีตนักฟุตบอลมหาลัยเสียด้วย ไม่ใช่แค่พ่อ แต่พี่ชายของเขาก็เป็นนักฟุตบอลตัวแทนจังหวัด

“เด็กชายโต่ย” โตมาท่ามกลางครอบครัวที่เคยเล่นฟุตบอลระดับสูง ทำให้เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ยัง 7 ขวบ แต่ถึงแม้ว่าครอบครัวจะเกี่ยวข้องกับฟุตบอลทั้งหมด แต่ในสมัยนั้นฟุตบอลถ้าไม่ใช่ระดับสูง คุณแทบจะไม่สามารถนำฟุตบอลมาเป็นอาชีพที่มั่นคงได้เลย ทำให้นี่เป็นบทพิสูจน์ของเด็กชายโต่ยต่อฟุตบอลอีกบทหนึ่ง

“สักวัน กูจะต้องเป็นแบบพี่เขาให้ได้” คำปฎิญาณของเด็กชายโต่ยที่พูดไว้กับเพื่อนของตัวเอง โดยพี่คนนั้นที่เด็กชายโต่ยกล่าวถึงคือ เศรษฐศักดิ์ มหา ผู้ที่ทำให้เด็กชายโต่ยบ้าบอล โดยพี่เศรษฐ์ เป็นนักฟุตบอลทีมชาติที่มาจากอำเภอเดียวกับเด็กชายโต่ย และทุกครั้งที่เด็กชายคนนี่นั่งเล่นผ่านบ้านของ “พี่เศรษฐ์” เขาจะมองไปที่รูปที่พี่เศรษฐ์สวมชุดทีมชาติที่อยู่หน้าบ้านเสมอ และพูดอย่างประโยคข้างต้นทุกครั้ง

“สมัยก่อน ไม่มีใครมาสอนให้เราเล่นอย่างถูกหลักแบบทุกวันนี้ ผมจึงเริ่มจากการหัดด้วยตัวเอง ทุกวันหยุด ผมจะวิ่งไปกลับ 7 กิโลเมตร นึกภาพตามนะ อากาศร้อนๆ ตอนบ่ายสอง ไม่มีเด็กที่ไหนเขาบ้ามาวิ่งแบบผมหรอก” คำเล่าจากปากของโค้ชรักษาการทีมชาติไทย เล่าถึงการฝึกของตนเองในวัยเด็ก

ราวกับเหมือนฝัน เมื่อมีรายการฟุตบอลเดินสายแถวหมู่บ้าน ทำให้ “เด็กชายโต่ย” มีโอกาสได้ลงเล่นร่วมกับ “พี่เศรษฐ์” ผู้ที่ทำให้เขาบ้าฟุตบอลมาทุกวันและยังเป็นไอดอลลูกหนังให้กับเจ้าตัวอีกด้วย

แม้ว่าในยุคนั้นฟุตบอลยังเป็นเพียงกึ่งอาชีพ กึ่งสมัครเล่น แต่การได้เล่นร่วมกับไอดอลในดวงใจ ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กชายโต่ยอยากจะเดินไปสู่เส้นทางลุกหนังแม้ว่าความมั่นคงจะไม่มีอะไรมาการันตีเลยก็ตาม

หลังจากเก็บเลเวลจากรายการแข่งขันต่างๆ รวมถึงทัวร์ระดับประเทศอย่างยามาฮ่า คัพ และด้วยความบ้าบอคเข้าเส้น เด็กชายโต่ยที่กำลังวัยรุ่นแตกหนุ่ม ได้มีโอกาสเดินสายตระเวนลงเล่นให้ทีมต่างจังหวัดมากมายทั้ง กาฬสินธุ์, กรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, เพชรบุรี หรือแม้กระทั่งตรัง ก็ไปมาแล้ว

เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มก้าวไปอีกขั้น หลังจากจบชั้น ม.6 เขาก็ได้โควต้านักกีฬาช้างเผือกของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยขญะนั้นเจ้าของทีมโอสถสภา กับมหาลัยเป็นเจ้าของคนเดียวกัน ทำให้ “นายโต่ย” ได้มีโอกาสร่วมทีมโอาสภสภา

และหลังจากเริ่มค้าแข้งให้กับโอสถสภาตั้งแต่ปี 2531 และเป็นวันแมนคลับจนแขวนนั้น ไม่ใช่แค่เล่นไปเรื่อยๆ แต่เขาเล่นจนมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง รวมถึงการได้รับเกียรติสูงสุดอย่างการได้เป็นหนึ่งในทัพช้างศึกตามรอยไอดอลเขาในวัยเด็ก

หลังจากประกาศยุติอาชีพนักฟุตบอล ศิริศักดิ์ หรือ เด็กชายโต่ยในวันนั้น ก็ผันตัวมาเป็นผู้ช่วยโค้ช แม้ว่าจะมีคำสบประมาทมากมายต่อเขาว่า ไม่มีแชมป์ติดมือ แต่สิ่งที่ “โค้ชโต่ย” ตั้งเป้าในการประสบความสำเร็จต่อการเป็นโค้ชคือการที่เด็กของเขามีอนาคตที่ดี

“สำหรับผมการเป็นแชมป์ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จเสมอไป วิธีคิดของผมคือ หากคุณสามารถสร้างนักเตะเยาวชนให้เป็นผู้เล่นอาชีพได้ ให้เขามีอนาคตที่ดี หรือติดทีมชาติไทย นั้นต่างหากถึงเรียกว่า โค้ชที่ประสบความสำเร็จ” โค้ชโต่ยกล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดของตนเอง

นอกจากการเป็นผู้ช่วยโค้ชแล้ว สิ่งที่เขาทำมาตลอดคือการเรียนรู้ในทุกบทบาทต่อการเป็นโค้ชที่ดี เขาทำมาทุกอย่างเพื่อนักเตะ รวมถึงการขับรถตู้รับส่งนักเตะก็เคยเป็นมาแล้ว
หลังจากการปั้นเด็ก ให้โอกาสเด็กในรูปแบบมากมาย หลังจากผจญภัยเป็นผู้ช่วยโค้ชมาหลายสโมสร มาวันหนึ่ง โค้ชโต่ย ได้รับการติดต่อจาก มาซามิ ทากิ ให้เขามาเป็นกุนซือของทีม ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี สโมสรในดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 2016

ถึงแม้ว่าจะโลดแล่นในวงการมานาน แต่การไม่เคยเป็นเฮดโค้ชนั้น ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของเขา เมื่อเกิดครั้งแรก ความไม่มั่นใจย่อนเกิดขึ้น ราวกับหนุ่มแตกพานเที่ยวอาบน้ำครั้งแรกในชีวิต

“มั่นใจในตัวพี่ไหม ? ” คำถามที่โค้ชโต่ยยิงใส่ทากิ, วสันต์ ผู้จัดการทีมและผู้ช่วยของไทยฮอนด้า และแน่นอนเขาทั้งสองตอบอย่างมั่นใจว่า เชื่อมั่นในตัวโค้ชอย่างสุดใจ และนี่คือจุดเริ่มแห่งเส้นทางประวัติศาสตร์ของโค้ชโต่ย

โค้ชโต่ย พาไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี เลื่อนชั้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 10 ปีของสโมสร แต่งานของเขาไม่จบแค่เพียงเลื่อนชั้น แต่การรักษาทีมให้อยู่ในลีกสูงสุดได้ตลอดและยั่งยืนคืองานที่รอเขาอยู่

หลังปิดฤดูกาล 2016 ที่ไทยฮอนด้าเลื่อนชั้นแล้วนั้น ผ่านไปเพียง 20 วัน โค้ชโต่ยก็เรียกนักเตะของตนกลับมาฝึกซ้อมเพื่อปรีซีซั่นตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน แต่ด้วยนักเตะ งบทำทีม และความขาดประสบการณ์ของสโมสร จะทำให้พวกเขาถูกคาดว่าจะเป็นทีมโซนแดงหรือลุ้นตกชั้นนั้น ไม่ได้กดดันโค้ชโต้ยแต่อย่างใด

แต่ปัจจัยหลายอย่างทำให้โค้ชโต่ยต้องถูกปลด จากผลงาน 11 เกม ชนะไปเพียง 3 เกม แม้ว่าจะถุกปลดระหว่างทาง แต่โค้ชโต่ยก็ไม่ได้ว่างงานนาน เมื่อเขาได้ถูกเลือกให้เป็นสตาฟฟ์โค้ชอีกครั้ง แต่นี่เป็นงานที่ใหญ่กว่าที่ผ่านมา เพราะเขาไม่ใช่โค้ชหรือผู้ช่วยระดับสโมสร แต่นี่คือการทำงานให้ทีมชาติไทยในยุค มิโมวาน ราเยวัช

และหลังจากนั้นก็คือเรื่องที่เกิดในปัจจุบัน ไม่ว่า “โค้ชโต่ย” จะทำอะไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เขาได้รับคือการแบกความหวังของคนในประเทศที่จะต้องทำงาน 2 นัดที่เหลือให้ดีที่สุด
“ชีวิตนี้ก็คงทิ้งฟุตบอลไม่ได้ คงทำฟุตบอลต่อไป จนกว่าไม่มีแรงกันไปข้าง” นี่คือสิ่งที่ชายผู้เข้ามารักษาการเฮดโค้ชทีมชาติไทยมีให้ต่อฟุตบอล และสิ่งที่เขาทำในวันนี้ เขามาไกลเกินที่ “เด็กชายโต่ย” คาดไว้่เสียอีก…

อ่านเรื่องราวอื่นๆ ได้ที่ : ฟุตบอลวาไรตี้ ฟุตบอลไทย