ฟุตบอลวาไรตี้

อาร์เจนติน่า กับโคปาครั้งนี้จะเป็นยังไงกัน

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอเมริกาใต้ เตรียมในฤกษ์ฟาดฟันกันในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยมี บราซิล รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ
แน่นอนว่าในฐานะเจ้าภาพ “แซมบ้า” หมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าแชมป์มาครองให้ได้ หลังจากที่หนสุดท้ายที่ได้โทรฟี่มาเชยชมต้องย้อนไปไกลถึงปี 2007
อีกหนึ่งมหาอำนาจลูกหนังที่ถูกยกให้เป็นคู่กัดกันตลอดกาลอย่าง อาร์เจนติน่า แย่ยิ่งกว่า เพราะหนล่าสุดที่ได้แชมป์ระดับทวีปต้องย้อนกลับไปถึงปี 1993 หรือกว่า 26 ปีมาแล้ว
หรือหากให้นับความสำเร็จครั้งล่าสุดของทีมชาติก็ยังต้องกลับไปถึงปี 2008 ที่ทีมคว้าเหรียญทองโอลิมปิกไปครอง ส่วนสองเมเจอร์ใหญ่อย่าง ฟุตบอลโลก และชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้หายหน้าไปนานจนโดนคู่แข่งเค้าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว
จะบอกว่านี่คือช่วงเวลาตกต่ำของทัพ “ฟ้า-ขาว” ก็ทั้งสามารถพูดแบบนั้น และก็ไม่สามารถพูดแบบนั้น เพราะทีมยังมียอดแข้งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเบอร์ 1 ของโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ อยู่ในทีม

แต่ทว่ายามเล่นกับทีมชาติ กัปตันทีมจาก บาร์เซโลน่า เหมือนกลายเป็นคนละคน อาจจะด้วยคุณภาพของเพื่อนร่วมทีมในสโมสรและทีมชาติแตกต่างกัน ผลเลยออกมาอย่างที่เห็น
ก็เหมือนกับที่เรารู้กันว่า เมสซี่ ยังไม่เคยได้แชมป์รายการเมเจอร์กับทีมชาติอาร์เจนติน่าเลย นับตั้งแต่รับใช้ชาติครั้งแรกในปี 2005 แม้จยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนเป็นผู้เล่นที่ยิงได้เยอะที่สุดตลอดกาลของชาติ แต่ไม่อาจแปรสภาพเป็นความสำเร็จในรูปแบบของถ้วยรางวัลได้
ถึงขนาดที่เจ้าตัวเคยบอกว่าหากแลกรางวัลบัลลง ดอร์ที่ได้มากับโทรฟี่ระดับเมเจอร์กับทีมชาติได้ก็ยอม
มาถึงในการแข่งขันกลางปีนี้ที่แดนกาแฟ เมสซี่ ยังคงถูกเรียกมานำทัพอีกครั้ง หลังเจ็บช้ำมาจากฟุตบอลโลก 2018 ที่ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย 
และในวัย 31 ปี นี่อาจจะเป็นการแข่งขันชิงแชมป์ระดับทวีปหนสุดท้ายของเจ้าตัวที่มุ่งมั่นจะหยิบแชมป์มาครอบครองให้จงได้ 

แน่นอนด้วยชื่อชั้นของ “ฟ้า-ขาว” บ่อนทุกสำนักยังยกให้พวกเขาเป็นเต็ง 2 เป็นรองเพียง บราซิล เจ้าภาพเท่านั้น
แต่หลังจากมีการประกาศรายชื่อ 23 ขุนพลทำศึกออกมา หลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่าพวกเขาดีพอจะไปถึงจุดสูงสุดในปีนี้รึเปล่า เพราะด้วยศักยภาพและชื่อชั้นของนักเตะดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อมือสักเท่าไร
ลองไล่เรียงรายชื่อของนักเตะชุดนี้ดูว่ามีใครบ้าง
ผู้รักษาประตู : ฟรังโก้ อาร์มานี่ (ริเวอร์เพลท), อากุสติน มาร์เชซิน (คลับ อเมริกา), เอสเตบัน อันดราด้า (โบคา จูเนียร์ส)
กองหลัง : ฮวน ฟอยธ์ (สเปอร์ส), นิโกลัส ตายาฟิโก้ (อาแจ็กซ์), เรนโซ่ ซาราเวีย (ราซิ่ง คลับ), เคร์มัน เปซเซล่า (ฟิออเรนติน่า), รามิโร่ ฟูเนส โมรี่ (บียาร์เรอัล), มิลตอน กาสโก้ (ริเวอร์เพลท), นิโกลัส โอตาเมนดี้ (แมนฯ ซิตี้)
กองกลาง : อังเคล ดิ มาเรีย (เปแอสเช), โรเบร์โต้ เปเรยร่า (วัตฟอร์ด), เลอันโดร ปาเรเดส (เปแอสเช), มาร์กอส อากูนญ่า (สปอร์ติ้ง ลิสบอน), กีโด้ โรดริเกซ (คลับ อเมริกา), โรดริโก้ เด ปาอูล (อูดิเนเซ่), เอเซเกล ปาลาซิออส (ริเวอร์เพลท), โจวานนี่ โล เซลโซ่ (เรอัล เบติส)
กองหน้า : เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนฯ ซิตี้), ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า), มาติอัส ซูอาเรซ (ริเวอร์เพลท), เปาโล ดีบาล่า (ยูเวนตุส), เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (อินเตอร์ มิลาน)

อย่างที่เห็นการประกาศตัวของ ลิโอเนล สกาโลนี่ มีหลายตำแหน่งที่ถือว่าขัดใจไม่น้อย
โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่เห็นแต่ละคนแล้วต้องถามว่า “ใครวะ” เพราะทีมยังมีตัวเลือกอย่าง เซร์คิโอ โรเมโร่ จากแมน เชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ ถึงแม้จะไม่ได้เฝ้าเสากับสโมสรก็เถอะ แต่ประสบการณ์ที่รับใช้ชาติเกือบ 100 เกมยังไงก็ต้องติด
แต่นี่กลับไปติดตั้งแต่ประกาศรายชื่อก่อนตัดตัวแล้ว 
ยังมีพวกชื่อคุ้นหูอย่าง เอริก ลาเมล่า ตัวริมเส้นที่ยังพอทีทีเด็ดอยู่ หรือในรายของกองหน้าทั้ง เมาโร อีการ์ดี้, ฮัวกิน กอร์เรอา หรือ อังเคล กอร์เรอา มองมุมไหนก็มีภาษีดีกว่า มาติอัส ซูอาเรซ ดาวยิงวัย 31 ปีของ ริเวอร์เพลท หรือกระทั่ง เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ เพื่อนร่วมสโมสร อินเตอร์ มิลาน ของ อีการ์ดี้
แต่เมื่อเปิดโผออกมาแบบนี้แล้ว สิ่งที่แฟน “ฟ้า-ขาว” ทำได้ก็ตามเชียร์กันไป ซึ่งทีมอยู่ในกลุ่มบีร่วมกับ โคลอมเบีย, ปารากวัย และ กาตาร์ เจ้าภาพบอลโลก 2022 ที่เป็นชาติรับเชิญของทัวร์นาเม้นต์นี้ร่วมกับ ญี่ปุ่น

ด้วยการแข่งขันที่มีเพียง 12 ทีม 3 กลุ่ม ทำให้ อาร์เจนติน่า ก็มีโอกาสดวงแตกถึงขั้นไปเจอของแข็งอย่าง บราซิล, อุรุกวัย หรือแม้แต่แชมป์ 2 ซ้อนอย่าง ชิลี ได้เหมือนกัน
ก่อนจะถึงตอนนั้นที่คนสนใจน่าจะเป็นการจัดทีม 11 ตัวจริงซะมากกว่าว่าหน้าตาจะออกมาในรูปแบบไหน ซึ่งคาดกันว่าจะเล่นในระแบบ 4-3-3 และสามารถฉีกมายืนเป็น 4-2-3-1 ได้เช่นกัน
ในตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้นน่าจะเป็นการแย่งกันของ ฟรังโก้ อาร์มานี่ กับ เอสเตบัน อันดราด้า ส่วน อากุสติน มาร์เชซิน ถูกมองว่าเป็นมือสามเท่านั้น
อาร์มานี่ วัย 32 ปี เพิ่งติดทีมชาติมาเพียงแค่ 4 เกมเท่านั้น แต่ในฤดูกาลนี้เขาคือกำลังสำคัญของ ริเวอร์เพลท ล่าสุดเพื่อปลายปีก่อนเพิ่งเฝ้าเสาช่วยทีมคว้าแชมป์โกปา ลิเบอร์ตาดอเรส ที่เอาชน โบคา จูเนียร์ส ในเกมชิงแชมป์ที่เต็มไปด้วยปัญหา

ส่วน อันดราด้า จาก โบคา จูเนียร์ส ก็คือคู่แข่งโดยตรงในเกมชิงแชมป์สโมสรอเมริกาใต้ของ อาร์มานี่ ซึ่งเจ้าตัวลงเล่นเกมที่สองที่พ่าย 1-3 และมีประสบการณ์เฝ้าเสาทีมชาติเพียงแค่เกมเดียว
นี่คือสองคนที่แย่งตำแหน่งผู้รักษาประตูซึ่งคาดว่า อาร์มานี่ มีภาษีดีกว่าที่น่าจะได้ตำแหน่งมือหนึ่งของทีมไปครอง
ในส่วนของเกมรับ แบ็คซ้ายชัดเจนอยู่แล้วกับ นิโกลัส ตายาฟิโก้ สตาร์ของ อาแจ็กซ์ ทีทีมผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดในฤดูกาลนี้ โดยมีตำแหน่ง “ดับเบิ้ลแชมป์” รองรับแถมเข้าถึงรอบตัดเชือกในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วย
คู่เซนเตอร์ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ยืนพื้น ส่วนอีกคนแย่งกันระหว่าง เคร์มัน เปซเซลล่า และ รามิโร่ ฟูเนส โมรี โดยที่รายแรกน่าจะดูดีนิดๆ ขณะที่ทางแบ็คขวา เรนโซ่ ซาราเวีย ที่เป็นแบ็คอาชีพคนเดียวรับหน้าที่ไปแบบไม่มีคู่แข่ง

แดนกลางซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของทีมที่มีหากตัด อังเคล ดิมาเรีย ที่แทบจะถูกดันไปเล่นเกมรุกซะส่วนใหญ่ ที่เหลือยังไม่มีใครรับใช้ชาติถึงหลัก 20 เกมด้วยซ้ำ
ในแดนแหน่งมิดฟิลด์ตัวต่ำคงเป็น กีโด้ โรดริเกซ มิดฟิลด์จากคลับ อเมริา ที่เป็นเชิงรับธรรมชาติ โดยที่ เลอันโดร ปาเรเดส สตาร์ค่าตัวแพงจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง คอยคุมจังหวะเกม ส่วนอีกคน โจวานี่ โล เซลโซ่ จะยืนสูงขึ้นไปอีกหน่อยคอยเชื่อเกม
แนวรุกนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าทางขวาจะเป็นพื้นที่ของ ลิโอเนล เมสซี่ สตาร์หมายเลข 1 และกัปตันทีม ส่วนทางซ้ายก็ ดิ มาเรีย ทำหน้าที่ กองหน้าตัวเป้า เซร์คิโอ อเกวโร่ ทำหน้าที่ คงไม่ผิดเพี้ยนไปจากนี้
อย่างที่บอกว่าทีมสามารถยืดหยุ่นมาเล่นในระบบ 4-2-3-1 โดยสามแนวรุกเป็น เมสซี่, โล เซลโซ่ และ ดิ มาเรีย โดยที่กองหน้าตัวเป้าอย่าง “กุน” สามารถขยับลงมาทำเกมแทนได้อยู่

ในนักเตะเกมรุกยังมีตัวทีเด็ดอย่าง เปาโล ดีบาล่า และ เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ คอยสแตนด์บายพร้อมที่จะลงเสียบได้ ถึงเวลาจะไม่เทียบเท่าในเรื่องของประสิทธิภาพ แต่ความสดนั้นมีพร้อมอยู่
จะว่าไปมันก็ไม่ได้ถือว่าขี้เหร่ซะทีเดียว เพียงแต่ว่ามันจะดีพอถึงการก้าวไปหยิบแชมป์รึเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง
อาร์เจนติน่า จะเปิดฉากเกมแรกในการพบกับ โคลอมเบีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นทีมที่แข็งที่สุดของกลุ่มรองจากพวกเขา ตามด้วยการเจอกับ ปารากวัย และ กาตาร์ ในเกมสุดท้าย ซึ่งดูแล้วเกมแรกนี่แหละน่าจะเป็นตัวตัดสินว่าพวกเขาจะเข้ารอบน็อคเอาท์ในตำแหน่งไหน
ไม่ได้ดูถูกอีกสองทีมที่เหลืออย่าง ปารากวัย กับ กาตาร์ แต่เป็นเพียงมองตามหน้าเสื่อเท่านั้นว่าทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี่ จะผ่านไปได้ตามเป้าหมาย

หากทะเล่อทะล่าพลาดเก็บได้แค่คะแนนเดียวจากสองเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม เหมือนกับที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2018 ที่ดันเสมอ ไอซ์แลนด์ และมาโดน โครเอเชีย ถล่มใครจะรับประกันว่าเกมสุดท้ายจะรอดเข้ารอบได้เหมือนในศึกที่รัสเซียหรือเปล่า
แต่การเอาอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 2 ทีมมารองรับการเข้ารอบได้ยังไงอย่างน้อยๆคงไม่ทุเรศถึงขนาดตกรอบหรอกน่า
ถ้าจะเลวร้ายถึงขนาดตกรอบแรกก็ให้มันรู้ไป