ฟุตบอลวาไรตี้

แม้จะมีอเวย์โกล ก็ประมาททีมเมืองเบียร์ไม่ได้

ปิดฉากเกมนัดแรกแบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น หลังบุกเสมอ แฟร้งค์เฟิร์ต 1-1 ที่ต้องบอกว่าทางฝั่ง เชลซี กุมความได้เปรียบอยู่

ต้องขอบคุณประตูของ เปโดร โรดริเกซ ทำให้พลพรรคสิงห์บลูส์อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าในการผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศศึกยูโรปา ลีกประจำฤดูกาลนี้

ในทีแรกหลังเห็นรายชื่อนักเตะที่ตัวความหวังอย่าง เอแด็น อาซาร์ เป็นแค่ตัวสำรองทำให้คิดหนักเลยเพราะเขาแทบจะเป็นทุกอย่างของทีมในฤดูกาลนี้ หากไม่อยู่ในสนามใครจะปั้นเกมให้กับทีม

แต่ก็ต้องเข้าใจว่าสตาร์ทีมชาติเบลเยียมกรำศึกหนักมาอย่างต่อเนื่อง และต้องแบกทีมจนหลังแทบจะแอ่นอยู่แล้ว การได้พักถือเป็นเรื่องที่สมควร แต่คงไม่มีใครคิดว่าจะพักในเกมที่สำคัญแบบนี้

ช่วงท้ายฤดูกาลที่ เชลซี ยังต้อง “เน้น” ในทุกเกมที่ยังเหลืออยู่ทั้งในลีกและบอลยุโรป ทำให้ดาวเตะคนสำคัญอยู่ในภาวะ “ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามเจ็บ” และห้ามโชว์ฟอร์มไม่ดีด้วย

ทว่าเมื่อได้เห็นผลงานของทีมในเกมนี้ก็ต้องยอมรับว่านักเตะทุกคนช่วยกันได้ดีและทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว

ก่อนหน้านี้เราเคยได้เห็น เมาริซิโอ ซาร์รี่ ออกมาตัดพ้อถึงลูกทีมที่มีศักยภาพแต่กลับเล่นอย่างไม่เอาไหน ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ “ใจ” เป็นสิ่งที่หายไปในช่วงหลังๆของทีม

ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายต่อหลายเกมเห็นแฟนบอลโห่ใส่ทีมของตัวเอง เพียงแต่เป้าถูกพุ่งมาที่นายใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนเพียงคนเดียว ซึ่งว่ากันไปก็อาจจะไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก เมื่อคุณภาพนักเตะมีอย่างจำกัดรวมถึงขนาดของทีมที่มีนักเตะลงเล่นกันอยู่ไม่กี่คนโดยเฉพาะในเกมรุกก่อนที่จะมี รูเบน ลอฟตัส-ชีค และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย โผล่ขึ้นมาช่วย

แต่ในเกมกับ แฟร้งค์เฟิร์ต บรรยากาศในทีมน่าจะดีขึ้นมากหลังก่อนหน้านี้ก็กระโดดขึ้นไปอยู่ในท็อปโฟร์ของตารางเหมือนเดิม พร้อมโอกาสในการคว้าตั๋วไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ถือว่าสดใสกับสองเกมที่เหลือ แฟนบอลก็กลับมาส่งเสียงเชียร์กระหึ่มอีกครั้ง

การศึกที่เยอรมันก็เลยทำให้นักเตะวิ่งกันอย่างเต็มที่ เค้นฟอร์มออกมา ช่วยกันไล่ช่วยกันเล่น 

ส่วนเรื่องที่ อาซาร์ ไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงนั้น ได้รับความชัดเจนจาก เมาริซิโอ ซาร์รี่ ว่าอยากให้นักเตะได้พักหลังจากที่ลงเล่นมาติดๆทั้งกับสโมสรและทีมชาติ

“เกมนี้ถือเป็นนัดที่ 59 ของเขาแล้วทั้ง รวมถึงอีก 8 เกมในการเล่นทีมชาติ, สำหรับนักเตะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะลงเล่นถึง 70, 75 เกมต่อหนึ่งฤดูกาล”

“ในบางครั้งสำหรับ อาซาร์, เฉกเช่นเดียวกับนักเตะคนอื่น, เขาไม่จำเป็นต้องเล่นทั้ง 90 นาที นี่คือเหตุผลแรก, ส่วนเหตุผลที่สองคือ เอแด็น มีศักยภาพที่จะลงมาเปลี่ยนเกมในฐานะตัวสำรอง”

“สำหรับผมในเกมนี้มันดีกว่าที่จะให้ วิลเลี่ยน สตาร์ทตัวจริงและในช่วง 30 นาทีสุดท้ายค่อย เอแด็น ลงเล่น”

ก็อย่างที่ ซาร์รี่ ว่า, อาซาร์ ลงเล่นในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย แม้จะไม่ได้ทำอะไรมากนัก แต่ชื่อชั้นของเขาก็ลงมาขู่พวก แฟร้งค์เฟิร์ต ไม่ให้รุกหนักในช่วงเวลาที่ต้องการประตู และทีมก็สามารถอาศัยทีเด็ดจากจังหวะสวนกลับหรือเกมรุกได้ด้วย

และในเกมนี้ทีมก็ได้สองแข้งอย่าง เปโดร โรดริเกซ และ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นโดยเฉพาะในรายหลังที่ได้รับคำชมจากทั่วสารทิศ

ในแดนกลางของทีมแน่นอนอยู่แล้วว่า จอร์จินโญ่ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จองพื้นที่ไปแล้ว 2 ตำแหน่งจาก 3 ตำแหน่ง อีกหนึ่งนั้นแย่งกันอยู่สามคนก็คือ รอสส์ บาร์คลี่ย์, มาเตโอ โควาซิช และ ลอฟตัส-ชีค

ที่ผ่านมา บาร์คลี่ย์ และ โควาซิช คือสองคนที่ได้รับโอกาสสลับกันเล่นตัวจริง แม้กระทั่งในยามเปลี่ยนตัวก็มักจะเปลี่ยนสลับกันอยู่ตลอด 

บาร์คลี่ย์ มีจุดแข็งอยู่ที่การเติมขึ้นไปเล่นเกมรุกได้ดีรวมถึงการยิงแถวสอง ส่วน โควาซิช จะออกแนวเล่นเกมรับมากกว่าไม่ได้เติมเกมมากนัก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้เป็นที่มีตัวเลือกที่แตกต่างในตำแหน่งเดียวกัน สามารถจัดทีมได้ขึ้นอยู่กับว่าเจอคู่แข่งแบบไหน

แต่กับ ลอฟตัส-ชีค นอกจากความสดและหนุ่มแน่น ดูเหมือนว่าเขาจะทำได้ดีกับทั้งสองบทบาท รุกก็สอดทะลุเข้าเขตโทษได้ดี รับก็มีความแข็งแกร่งสามารถช่วยเพื่อนได้ แม้ว่าตอนนี้กระดูกบอลจะยังไม่แข็งมากนัก แต่ดูแล้วโอกาสยกระดับขึ้นมาเป็นยอดกองกลางได้ถือว่ามีสูงเลยแม้ว่าในเกมนี้จะโดนเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายก็ตาม

“เขาคือนักเตะคนสำคัญ, เขายกระดับขึ้นมาอย่างมากเลยระหว่างฤดูกาล” ซาร์รี่ พูดถึงดาวรุ่งคนดัง

“เมื่อเขาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มที่, เขาคือนักเตะที่สำคัญมากสำหรับเรา, มันไม่ง่ายเลยที่เขาจะลงซ้อมได้อย่างต่อเนื่องจากปัญหาที่แผ่นหลัง, แต่ในเกมนี้, เขาฟิตเต็มที่, โชคไม่ดี, ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย เขาเป็นตะคริวและขอเปลี่ยนตัว”

ผลเสมอแบบมีสกอร์ทำให้ เชลซี อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบในการลงเล่นเกมที่สอง หากไม่เสียประตูยังไงก็เข้ารอบชิงชนะเลิศแน่นอน

ด้วยสถิติไม่แพ้บอลยุโรปเลยในฤดูกาลนี้ แฟนๆสิงห์บลูส์คงมองไปถึงรอบชิงชนะเลิศไว้แล้ว และคงไม่มีใครคิดว่าทีมจะแพ้ หรือจะพลาดเสมอด้วยสกอร์ 2-2 หรือไปหรอกน่า

“ผมต้องการเล่นเกมชิงชนะเลิศไม่ว่าจะเจอกับใคร, อาร์เซน่อล หรือ บาเลนเซีย, สำหรับผม มันไม่ได้แตกต่างกัน” ซาร์รี่ กล่าว

“ผมต้องการเข้าชิงและในครั้งนี้ผมจะไม่ใช่แค่ต้องการเล่นเกมชิงชนะเลิศ, ผมต้องการคว้าแชมป์”

“3 เดือนที่แล้ว เราอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก, มันยากที่จะผ่านมา, ตอนนี้เหลือเวลาอีก 15 วันของฤดูกาล, เราสู้เพื่อท็อปโฟร์, และเราสู้เพื่อเข้าชิงชนะเลิศของยูโรปา ลีก, ในตอนจบฤดูกาลเราสมควรที่จะมีโทรฟี่”

เชลซี จะเปิดบ้านพบกับ วัตฟอร์ด ในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งหากเก็บชัยชนะได้นอกจากโอกาสในการคว้าท็อปโฟร์จะสูงขึ้นพร้อมช่วยเพิ่มกำลังใจก่อนลงเล่นเกมเลกที่สองกับ แฟร้งค์เฟิร์ต ด้วย

ด้วยศักยภาพและความมั่นใจในตอนนี้เชื่อว่าทีมจะเก็บชัยชนะในเกมสุดสัปดาห์นี้ รวมถึงผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศบอลยุโรปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจัดทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ และลูกทีมก็ต้องเน้นด้วยและอย่าคิดว่าจะผ่านไปง่ายๆ หรือพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คืออย่าประมาทนั่นเอง

ความฝันในการมีถ้วยแชมป์มาประดับตู็โชว์ในปีนี้ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว