ฟุตบอลวาไรตี้

อีกหนึ่งดราม่าครั้งสำคัญของเหล่าสาวกลิเวอร์พูล

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้…

นี่คือประโยคอมตะของเกมลูกหนัง และมันเป็นความจริงแท้แน่นอน

ถึงกระนั้น มันก็เป็นไปได้สำหรับบางทีมเท่านั้น ไม่ใช่กับทุกทีม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลิเวอร์พูล ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร”

และในที่สุด บาร์เซโลน่า ก็กลายเป็นศพ (ไม่สวย) ซะเองทั้งๆที่ตุนสกอร์ได้เปรียบจากเกมแรกในคัมป์นูมาก่อนถึง 3-0

เท่ากับว่านัดที่สอง หงส์แดง มีโจทย์ข้อเดียวเท่านั้นคือต้องชนะ 4-0 ที่แอนฟิลด์สถานเดียวเพื่อผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ (ในกรณีที่สามารถปิดกั้นโอกาสสอยตาข่ายของคู่แข่งได้)

หากเป็นทีมอื่น บอกได้เลยว่าเกมจบลงตั้งแต่นัดแรกในแดนกระทิงดุแล้ว

แต่ไม่ใช่แน่สำหรับ เครื่องจักรสีแดง ชุดนี้ซึ่งมีพลังทำลายล้างตาข่ายที่รุนแรงอย่างถึงที่สุด

อันที่จริง แชมป์ลา ลีกาก็เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้ว่า เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ พักนักเตะตัวหลักเอาไว้เพียบจนบุกไปแพ้ เซลต้า 2-0 ในเกมลีกนัดล่าสุดก่อนบุกมาเยือนเมอร์ซีย์ไซด์

หากแต่ข้อผิดพลาดของ บาร์เซโลน่า ก็คือพวกเขาเลือกเดินทางผิดเห็นๆ

ด้วยสกอร์ 3-0 ถ้าทีมจากกาตาลันเน้นสอยตาข่ายเพิ่มอีกสักลูก รับรองได้เลยว่าขุนพลของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะต้องถอดใจแน่นอน

แต่จากสิ่งที่ปรากฏในสนาม บาร์เซโลน่า เจตนาและจงใจเล่นแบบฆ่าเวลา หมายรักษาสกอร์ด้วยการผ่านบอลสั้นให้กันท่าเดียว

ผิดกับเจ้าถิ่นที่มีเกมผสมผสานที่หลากหลายกว่า ทั้งทิ้งบอลยาวไปข้างหน้า และทั้งผ่านบอลกันเป็นทอดๆ สุดแท้แต่สถานการณ์จะเอื้อให้กับการเล่นในลักษณะไหน

และด้วยความเป็น บาร์เซโลน่า เจ้าพ่อแห่งการต่อบอลบนภาคพื้นดิน ทีมจากคัมป์นูจึงมั่นใจว่าพวกเขา “เอาอยู่” แม้ว่า ลิเวอร์พูล อาจยิงประตูคืนได้บ้างก็เถอะ

หากแต่สิ่งที่ทีมของ บัลเบร์เด้ ไม่คาดคิดคือ เร้ด แมชีน สามารถหาจังหวะสอยตาข่ายได้ตลอดตั้งแต่นาทีแรกจนกระทั่งนาทีสุดท้าย

“เรื่องสอยตาข่าย ไว้ใจ (พวก) ผม” นี่คือสโลแกนที่แท้จริงของ หงส์แดง ชุดนี้

และด้วย ดีเอ็นเอ ของ บาร์เซโลน่า พวกเขาไม่ใช่ทีมที่มีเกมรับแข็งโป้กอยู่แล้ว หากแต่จุดขายหรือว่าจุดแข็งของสโมสรอยู่ที่เกมรุกต่างหาก

งานนี้ บาร์เซโลน่า จึง “ฆ่าตัวตาย” ชัดๆ และได้ตายสมใจจริงๆซะด้วยที่ไม่คิดเบิกทวารเจ้าบ้านเพื่อเพิ่มความกดดัน และเพิ่มงานให้กับ ลิเวอร์พูล ยากขึ้นอีกหลายร้อยเท่า

และที่สำคัญที่สุด บาร์เซโลน่า ไม่จำเป็นต้องเกรงกริ่ง หงส์แดง เลยแม้แต่น้อยเนื่องจากพวกเขาปิดจ็อบนัดแรกได้เฉียบโดยไม่เสียประตูให้กับคู่ต่อกร

ฉะนั้นแล้ว ทีมจากสเปนจึงได้เปรียบบานตะไทเพราะหากยิงประตูที่แอนฟิลด์ได้ มันก็จะยิ่งทวีค่า

จึงน่าเศร้าแทนแฟนบอลกาตาลันอย่างยิ่งที่ทีมของ บัลเบร์เด้ เลือกเล่นแบบประวิงเวลา แทนที่จะเล่นแบบกล้าได้กล้าเสีย

เปรียบเป็นมวย บาร์ซ่า ได้เปรียบชนิดไม่รู้ว่าจะพูดยังไงแล้ว เพราะถ้าแลกหมัดกันแบบทีต่อที ลิเวอร์พูล ก็ย่อมเจ็บหนักกว่า

แต่ในเมื่อเลือกชกแบบพิงเชือก อาศัยการป้องกันตัวส่ายหัวหลบหมัดไปมาเพื่อรอให้ระฆังหมดยกดังขึ้นโดยไม่คิดปล่อยหมัดซะบ้างเลย บาร์ซ่า ก็เลยโดนน็อคอย่างที่เห็น

และมันสมควรแล้วที่พวกเขาจะได้รับบทเรียนอีกครั้งโทษฐานไม่รู้จักจำ ทั้งๆที่ฟุตบอลคือการยิงประตู แต่ บาร์ซ่า ไม่คิดเสี่ยงสับไกกดดันคู่แข่ง เน้นแต่จะเอาชัวร์ร้อยเปอร์เซนต์ท่าเดียว

ถึงตรงนี้ ลิเวอร์พูล จึงไม่จำเป็นต้องกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีกแล้วในเมื่อพวกเขาโค่น “เต็งหนึ่ง” ลงได้อย่างยิ่งใหญ่

ไม่ว่าจะเป็น สเปอร์ส หรือว่า อาแจ็กซ์ บอกได้เลยว่ายังไงก็เป็นรอง หงส์แดง วันยังค่ำ

สิ่งเดียวที่ ไก่เดือยทอง หรือ แชมป์ดัตช์คัพ ไม่ได้เป็นรอง ลิเวอร์พูล ก็คือนัดชิงชนะเลิศเป็นฟุตบอลนัดเดียวที่ไม่เปิดโอกาสให้ เร้ด แมชีน หรือว่าใครก็ตามได้แก้ตัวเหมือนเกมในระบบเหย้า-เยือนก่อนหน้านี้

และสำหรับฟุตบอลนัดเดียว อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น หากแต่มันมีสองครึ่งเวลาซึ่งทีมจากแอนฟิลด์เช่นกันที่เคยพลิกนรกได้สำเร็จ

และอย่าว่าแต่ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกเลย แม้แต่ถ้วยพรีเมียร์ลีกก็เชื่อเถอะว่าสาวก หงส์แดง ยังมั่นใจว่าโอกาสของพวกเขายังมีตราบที่เวลา 90 นาทีสุดท้ายของซีซั่นยังไม่จบสิ้น

แม้ แมนฯ ซิตี้ จะกุมชะตาของตัวเอง และต่อให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะคุยโวว่าแชมป์อยู่ในมือของพวกเขา แต่จะเห็นได้ว่าหลายเกมหลัง เรือใบสีฟ้า เล่นกันแบบผิดฟอร์ม ตะกุกตะกัก และเกร็งกันสุดชีวิต ยิงประตูได้แค่นัดละเม็ดเท่านั้น

เป็นอย่างนี้ จึงเท่ากับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงไม่น้อยหากนัดปิดซีซั่น เรือใบสีฟ้า จะยังคลำเป้าได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญซ้ำอีก

ทำไปทำมา ทว่า “ดราม่า” ที่แอนฟิลด์อาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นก็เป็นได้

หากแต่ใครจะไปรู้ว่า หงส์แดง หรือ เรือใบ ที่จะเป็นฝ่ายถูก “ดราม่าขั้นกว่า” เล่นงานในนัดตัดสินแชมป์???